วันจันทร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2554

เรื่องของ ... เครื่องบิน

เครื่องบินบินได้อย่างไร
          เครื่องบินจะลอยตัวและบินไปได้ ต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญสี่ประการ คือ
          ๑. บ่อเกิดแห่งกำลัง ได้แก่ เครื่องยนต์ซึ่งจะหมุนใบพัดให้เกิดแรงฉุดหรือดันเครื่องบินให้เคลื่อนที่ไป แรงฉุดหรือดันนี้ต้องมากพอที่จะเอาชนะแรงต้านซึ่งจะรักษาสภาพอยู่นิ่งของเครื่องบินไว้
          สำหรับแรงขับเคลื่อนเครื่องบินไอพ่น คือ แรงปฏิกิริยาหรือแรงโต้ตอบของแรงผลักของก๊าซร้อนซึ่งเกิดจากการเผาไหม้และพลุ่งออกทางหางของเครื่องบิน
          ๒. พื้นที่ให้กำลังยกหรือแรงยก ได้แก่ ปีกซึ่งพยุงยกเครื่องบินเอาไว้ในอากาศ
          ๓. เครื่องบังคับต่างๆ ซึ่งทำให้เครื่องบินเลี้ยวไปในทิศทางต่างๆ หรือไต่ขึ้นและร่อนลงสู่จุดหมายใดๆ ได้ตามความประสงค์ของนักบิน
          ๔. ส่วนประกอบที่เป็นโครงของเครื่องบิน ได้แก่ ลำตัว ซึ่งเป็นที่สำหรับบรรทุกสิ่งต่างๆและเป็นเครื่องยึดชิ้นส่วนอื่นๆ เช่น ใบพัด ปีก หาง ทั้งยังเป็นตัวการช่วยถ่วงให้เกิดความสมดุลของแรงต่างๆ ที่จะทำให้เครื่องทรงตัวอยู่ได้

          สำหรับฐานและล้อรับหางนั้น มีหน้าที่ช่วยรับน้ำหนักเอาไว้เมื่อเครื่องบินจอดอยู่บนพื้นดิน
          เนื่องจากปีกมีคุณสมบัติทำให้เกิดแรงยก ดังที่ได้อธิบายมาแล้ว เมื่อเครื่องบินเคลื่อนที่ไปข้างหน้าด้วยแรงฉุดของใบพัดจนกระทั่งกระแสอากาศไหลผ่านผิวปีกทั้งสองด้านด้วยความเร็วเหมาะสม เครื่องบินก็จะลอยตัวขึ้นจากพื้นด้วยแรงยกซึ่งเกิดขึ้นบนปีกทั้งสองข้าง และสามารถบินอยู่ในอากาศได้
          ถ้าลดแรงฉุดของใบพัดลง กระแสอากาศที่ไหลผ่านปีกก็จะลดความเร็วลงด้วย เป็นเหตุให้แรงยกซึ่งเกิดขึ้นบนปีกต้องลดลงตาม ทำให้เครื่องบินไม่สามารถเกาะอากาศอยู่ต่อไปอีก และต้องเสียระยะสูงลงเรื่อยๆ
          ขณะที่เครื่องบินกำลังลอยอยู่ในอากาศ ถ้ากระแสอากาศที่ไหลผ่านปีกเกิดลดความเร็วลงจนกระทั่งถึงจุดหนึ่งซึ่งแรงยกไม่สามารถจะพยุงเครื่องบินทั้งเครื่องไว้ได้แล้ว เครื่องบินจะร่วงหล่นคือไม่สามารถเกาะอากาศอยู่ต่อไปได้อีก และจะตกลงสู่พื้นดินตามแรงดึงดูดของโลก ฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดขณะกำลังบินอยู่ในอากาศ คือ ไม่ว่าเครื่องยนต์จะยังทำงานอยู่หรือไม่ก็ตาม จะต้องรักษาความเร็วของอากาศที่ไหลผ่านผิวปีกหรืออีกนัยหนึ่งรักษาความเร็วของเครื่องบินไว้เหนือความเร็วร่วงหล่นเสมอจึงจะปลอดภัย
          การขับเครื่องบินไม่ยากไปกว่าการขับยานพาหนะอื่นๆ เมื่อเครื่องยนต์เดินเรียบร้อยแล้วนักบินจะวิทยุไปที่หอบังคับการบินเพื่อขออนุญาตขับเครื่องบินไปตั้งตัวที่ปลายทางวิ่ง ณ ที่นี้ นักบินจะตรวจสอบทดลองการทำงานของชิ้นส่วน เครื่องวัด และอุปกรณ์จำเป็นทุกรายการที่เขียนไว้ในคู่มือของเครื่องบิน แบบนั้นๆ เมื่อหอบังคับการบินพูดวิทยุอนุมัติให้ขึ้นบินได้ นักบินจะเริ่มเร่งเครื่องยนต์ให้เครื่องบินเคลื่อนที่ออกวิ่งทวนลม นักบินต้องใช้มือและเท้าแตะไว้ที่คันบังคับ คอยเลี้ยงเครื่องอย่างเบาๆ ให้เครื่องวิ่งตรงอยู่ในทาง ไม่เซไปเซมา เครื่องจะค่อยๆ เร็วขึ้นเร็วขึ้น จนกำลังยกมากกว่าน้ำหนักเมื่อใด เครื่องบินก็จะลอยตัวขึ้นสู่อากาศ ณ ระยะสูงที่ปลอดภัย นักบินจะเบาเครื่องเครื่องยนต์ลงตามเกณฑ์ในคู่มือ พับฐานเก็บล้อเพื่อให้แรงต้านทานน้อยลงแล้วจะได้รับความเร็วเพิ่มขึ้นเองอีกด้วย ตอนนี้นักบินจะวิทยุบอกหอบังคับการบินว่า เครื่องบินได้ขึ้นสู่อากาศเรียบร้อยทุกอย่างแล้ว และขอเลิกติดต่อกับสนามบิน เจ้าหน้าที่ควบคุมพื้นที่การบิน ต้องทราบตำบลที่อยู่ในอากาศของเครื่องบินทุกเครื่อง ดังนั้น นักบินจึงต้องใช้วิทยุรายงานมาตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในแผนปูมเดินอากาศว่า ได้บินอยู่ในระยะสูงเท่าใด ทิศทางใด ความเร็วเท่าใด และขณะนั้นบินอยู่เหนือตำบลอะไร เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยผู้บังคับเครื่องบินจะเปิดเครื่องจักรกลชื่อว่านักบินอัตโนมัติ ให้ปฏิบัติงานแทนมนุษย์ผู้ซึ่งคอยตรวจดูเพียงให้เข็มต่างๆ ของเครื่องวัดชี้ที่ช่องสีเขียวตลอดเวลาซึ่งเป็นการผ่อนแรงดีมาก
          เมื่อใกล้ที่หมายปลายทาง นักบินจะลดความสูงลงทีละน้อยพร้อมๆ กับวิทยุเรียกหอบังคับการบินของสนามบินนั้นๆ เพื่อขอนำเครื่องลง วงจรรอบๆ แต่ละสนามมีกฎเกณฑ์ วิธีการดำเนินการต่างกัน ซึ่งผู้มาเยี่ยมจะต้องศึกษาและปฏิบัติตามข้อปลีกย่อยทุกอย่าง นักบินจะเหยียดฐานและล้อลงแล้วรายงานหอบังคับการบินอีกว่ากำลังร่อนทวนลมตรงมายังทางวิ่งท้ายสนามบินตามคำสั่งเมื่อใกล้พื้น นักบินจะผ่อนเครื่องยนต์ให้เดินเบาที่สุด เงยหัวเครื่องบินเพื่อให้กำลังยกลดน้อยลงกว่าน้ำหนัก ณ จุดนั้นก็บังคับเครื่องบินทอดตัวให้ล้อแปะที่พื้นปลายทางวิ่งพอดี ด้วยแรงเฉื่อยที่เหลืออยู่เครื่องบินจะวิ่งต่อไปอีก นักบินจะต้องใช้มือและเท้าประคองเลี้ยง ไม่ให้มีอาการเซหรือเลี้ยวออกนอกทาง แต่ในเวลาเดียวกันก็ค่อยๆ ห้ามล้อให้เครื่องวิ่งช้าๆ แล้วนำมาจอดในลานที่หอบังคับการบินกำหนดให้ เมื่อดับเครื่องยนต์ปิดสวิตซ์ต่างๆ แล้วก็ได้ชื่อว่าทำการบินอย่างปลอดภัย
เครื่องบินขับไล่

เครื่องบินขับไล่มีหน้าที่หลักก็คือการเข้าขัดขวางและต่อสู้กับเครื่องบินอีกฝ่ายหนึ่ง เครื่องบินชนิดนี้จำเป็นต้องมีความคล่องตัวสูง มีประสิทธิภาพทางการบินที่ดี มีความเร็วที่ยอดเยี่ยม นอกจากนั้นยังต้องมีระบบอิเล็กทรอนิคทางการบินและอาวุธที่เอื้อประโยชน์ให้กับภารกิจด้วย เช่นระบบเรด้าห์ที่สามารถจับเป้าหมายทางอากาศได้ไกล ระบบอาวุธพิสัยใกล้และกลางต่าง ๆ

เครื่องบินประเภทนี้ที่เราจะรู้จักกันดีที่สุดอย่างเช่น MiG-29, F-15, F-16, JA-37, Mirage เป็นต้น

ทั้งนี้ในบรรดาเครื่องบินขับไล่ด้วยกันนั้น ก็มีเครื่องบินประเภทที่ทำภารกิจขัดขวางทางอากาศ หรือ Interceptor โดยเครื่องบินประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่หรือบินได้ไกล เพราะโดยภารกิจแล้วเครื่องบินประเภทนี้มีหน้าที่ขัดขวางเครื่องบินข้าศึกในระยะที่ไม่ไกลจากฐานบิน จนกว่าข้าศึกจะล่าถอยหรือกำลังทางอากาศอื่น ๆ จะเข้ามาช่วย ทั้งนี้ เครื่องบินประเภทนี้มักไม่ได้ติดอาวุธมากมาย มีขนาดเล็ก แต่มีความเร็วและความคล่องตัวเป็นเลิศ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือเครื่อง F-5 และ MiG-21 เป็นต้น

ยุคของเครื่องบินขับไล่

ในปัจจุบันเราจะได้ยินการแบ่งยุคของเครื่องบินรบว่าเป็นเครื่องยุคที่ 4 ยุคที่ 4.5 หรือยุคที่ 5 ซึ่งการแบ่งอย่างนี้นั้นไม่มีข้อมูลว่าใครเป็นผู้คิดหลักเกณฑ์ที่แน่นอนในการจัดแบ่ง แต่การแบ่งครั้งแรกน่าจะมาจากทางรัสเซียในช่วงกลางทศวรรตที่ 90 ซึ่งรัสเซียจัดคุณสมบัติของ "เครื่องบินยุคที่ 5" เพื่อเปรียบเทียบกับโครงการ JSF ของสหรัฐ

แต่ทั้งนี้ การแบ่งในลักษณะนี้ก็จะทำให้เราเห็นภาพคร่าว ๆ ของการพัฒนาเทคโนโลยีของเครื่องบินขับไล่ได้เป็นอย่างดี

เครื่องบินขับไล่ยุคที่ 1 (1945 - 1955)

ยุคที่ 1 ของเครื่องบินขับไล่เริ่มขึ้นพร้อม ๆ กับการกำเนิดของเครื่องบินรบไอพ่นแบบแรกของโลกคือ Me 262 เครื่องบินในยุคนี้มีอาวุธหลักคือปืนกลอากาศและปืนใหญ่อากาศ ระเบิดธรรมดาและกระเปาะจรวดเหมือนกับเครื่องบินในยุคสงครามโลก มีความเร็วต่ำกว่าเสียง ที่พิเศษกว่าเครื่องบินในยุคสงครามโลกก็คือส่วนใหญ่เครื่องบินมีปีกลู่หลังซึ่งให้ประสิทธิภาพทางการบินดีกว่าในย่านความเร็วที่สูงขึ้น

ตัวอย่างของเครื่องบินในยุคนี้ได้แก่ Me 262, F-84, F-86, MiG-15, MiG-17

ซึ่งเครื่องที่น่าสนใจที่สุดก็คือ F-86 และ MiG-15 ที่สร้างชื่อในยุทธเวหาเหนือน่านฟ้าเกาหลีในสงครามเกาหลีนั้นเอง


ซ้าย: F-86 ขวา: MiG-15

เครื่องบินขับไล่ยุคที่ 2 (1955 - 1960)

เครื่องบินในยุคนี้มีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุดก็คือการเปลี่ยนอาวุธหลักจากปืนกลอากาศมาเป็นจรวดนำวิถีอากาศสู่อากาศอย่าง AIM-9 หรือ AA-2 ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เปลี่ยนแนวทางและหลักนิยมในการรบติดพันไปเลยทีเดียว นอกจากนี้เครื่องบินในยุคนี้ยังเริ่มติดตั้งเรด้าห์ และสามารทำความเร็วเหนื่อเสียงได้ นอกจากนั้นเรายังเริ่มเห็นแผนแบบของปีกแบบ Delta Wing ที่ให้ประสิทธิภาพในการบินที่ความเร็วเหนือเสียง

ตัวอย่างของเครื่องบินในยุคนี้ได้แก่ เครื่องบินในชุด "Century Series" ของสหรัฐคือ F-100, F-101, F-102, F-104, F-105, F-106, MiG-19, MiG-21, Su-11, Hawker Hunter, Mirage-III, J-35 Darken เป็นต้น


J-35 Darken ของสวีเดน

เครื่องบินขับไล่ยุคที่ 3 (1960 - 1970)

เครื่องบินยุคนี้เริ่มติดตั้งจรวดนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยกลางแบบ Semi-active เช่น AIM-7 Sparrow โดยเครื่องนั้นเริ่มต้นในการมีคุณสมบัติ Multi-role หรือในภาษาไทยว่าพหุบทบาท โดยรวมความสามารถในการโจมตีทั้งภาคอากาศและภาคพื้นดินเข้าไว้ด้วยกัน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเครื่องบินในยุคสงครามเวียดนามอย่าง F-4, F-5, MiG-23, MiG-25, Su-22, Harrier, Mirage F.1, Super Etendard, J-8 II เป็นต้น


J-8 II ของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน

เครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4 (1970 - 1990)

เครื่องบินในยุคนี้แทบทั้งหมดยังประจำการอยู่ในปัจจุบัน โดยมีคุณสมบัติการเป็น Multi-Role ที่สมบูรณ์ สามารถใช้อาวุธอากาศสู่อากาศพิสัยกลางแบบ Active Radar เช่น AIM-120 ได้ ส่วนใหญ่แล้วเครื่องในยุคนี้จะเน้นที่ประสิทธิภาพในการรบมากกว่าความเร็ว

ตัวอย่างของเครื่องบินในยุคนี้คือ F-15, F-16, F/A-18, AV-8B, MiG-29, MiG-31, Su-27, Tornado, Mirage-2000, J-10, F-2 (JSADF), LCA (Indian AF), JA-37 Viggen


LCA: Currently Deveolping by Indian Air Force

เครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4.5 (1990 - 2000)

เครื่องบินในยุคนี้เป็นกำลังหลักของกองทัพอากาศทั่วโลกอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งคุณสมบัติส่วนใหญ่คล้ายคลึงกับเครื่องในยุคที่ 4 เพิ่งแต่เพิ่มระบบ avionic ที่ทันสมัยขึ้น ปรับปรุงความอ่อนตัวในการปฏิบัติภารกิจให้ทำภารกิจได้หลากหลายขึ้น และมีคุณสมบัติตรวจจับได้ยาก (Stealth) ในระดับจำกัด

เครื่องบินที่อยู่ในยุคนี้ได้แก่ F/A-18 E/F, Su-30, Rafale และ Eurofighter


Su-30 MKI Indian AF

เครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 (2000 and Onward)

เครื่องบินในยุคนี้คือเครื่องบินขับไล่ที่เราจะเห็นไปอีกอย่างน้อย 20 - 30 ปี โดยคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดที่ต้องมีคือเทคโนโลยี Stealth ระบบ Data link (ระบบการกระจายข้อมูลระหว่างเครื่อง) รวมถึง Super Thrust (ระบบขับเคลื่อนความเร็วเหนือเสียงโดยไม่ต้องใช้สันดาบท้าย) เครื่องบินจะเป็นระบบอิเล็กทรอนิคล้วน ๆ

ในปัจจุบันมีเครื่องบินยุคที่ 5 เพียง 2 แบบคือ F-22 และ F-35 แต่รัสเซียได้ประกาศมาแล้วว่าเครื่องบินยุคที่ 5 ของตนกำลังพัฒนาและอาจจะพร้อมขึ้นบินในอีก 3 - 4 ปีนี้


F-35 Lightening II; Model AA-1


เครื่องบินโจมตี

เครื่องบินโจมตีมีภารกิจหลักก็คือโจมตีสนับสนุนการรบให้กับกองกำลังภาคพื้นดิน ฉะนั้น ส่วนใหญ่แล้วมันจะมีความสามารถทางการบินค่อนข้างสูง บรรทุกอาวุธได้มาก สามารถอยู่ในสนามรบได้นาน ส่วนมากแล้วเครื่องบินจะมีนักบิน 2 คนคือนักบินและนายทหารสรรพาวุธคอยช่วยเหลือกัน

ตัวอย่างของเครื่องบินโจมตีได้แก่ A-1, A-7, A-10, A-37, Harrier GR.7, OV-10, Alphajet, Hawk, L-39, A-5 Fantan เป็นต้น

จุดสิ้นสุดของเครื่องบินโจมตี???

ปัจจุบันสถานการณ์ของโลกการบินทางทหารได้เปลี่ยนไป กองทัพอากาศไม่ต้องการเครื่องบินที่ทำภารกิจได้แค่การโจมตีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่ต้องการเครื่องบินที่สามารถปรับเปลี่ยนภารกิจได้ตามความต้องการและสถาณการณ์ในขณะนั้น ฉะนั้น ตามความเห็นของผมยุคของเครื่องบินโจมตีขนานแท้อย่าง A-37 หรือ OV-10 ก็คงจะสิ้นสุดลงพร้อมกับการเกิดขึ้นของคำสองคำคือ "Multi Role" และ "Swing Role" (ซึ่งจะกล่าวต่อไป)


A-5C Fantan กองทัพอากาศบังคลาเทศ


เครื่องบินทิ้งระเบิด

เครื่องบินทิ้งระเบิดมีภารกิจหลักคือโจมตีทิ้งระเบิด แต่จะแตกต่างกับเครื่องบินโจมตีก็คือ เครื่องบินโจมตีนั้นสามารถทำการโจมตีในทางยุทธวิธี (tectical) ซึ่งอยู่ในวงจำกัด แต่เครื่องบินทิ้งระเบิดสามารถทำการโจมตีในทางยุทธศาสตร์ (Strategic) คือสามารถเปลี่ยนผลของสงครามทั้งหมดได้

เครื่องบินทิ้งระเบิดสามารถบินได้ไกล บรรทุกระเบิดได้มาก แต่มีอาวุธป้องกันตัวเองจำกัด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในปัจจุบันก็คือ B-1B, B-2, B-52, F-111, Tu-22M, Tu-160 เป็นต้น


Tu-160 Blackjack. Russian Air Force


เครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิด

เครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิดหรือ Fighter-Bomber ก็เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องบินทิ้งระเบิดหรือเครื่องบินโจมตี โดยเครื่องบินสามารถปฏิบัติภารกิจทิ้งระเบิดขนาดกลางหรือหนักและสามารถทำการรบทางอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างของเครื่องบินประเภทนี้ในอดีตคือ F-105 หรือในปัจจุบันคือ Su-30, Tornado เป็นต้น


เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงทางอากาศ

เครื่อง Tanker มีหน้าที่หลัก ๆ ก็คือเติมเชื่อเพลิงให้กับอากาศยานอื่น ๆ ทางอากาศเพื่อความอ่อนตัวในการรบ เพราะอากาศยานเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องกลับมาลงสนามบินเพื่อเติมเชื้อเพลิง นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในการเดินทางไกลต่อเนื่องอีกด้วย

ตัวอย่างของเครื่องบินประเภทนี้คือ KC-10, KC-135, Il-78 เป็นต้น

Drogue และ Boom ระบบการเติมเชื้อเพลิงทางอากาศในปัจจุบันแบ่งเป็น 2 ระบบตามลักษณะของอุปกรณ์ที่ใช้เติมคือ

1. Boom ระบบการเติมแบบนี้จะมีท่อยาว ๆ ยื่นออกมาจากบ. Tanker และจะฉีดเชื้อเพลิงเข้าไปในท่อรับด้านหลังเครื่องที่เรียกว่า Receptacle โดยจะมีเจ้าหน้าที่ที่นั่งอยู่ด้านหนังเครื่อง Tanke คอยควบคุมการเข้าออกของเครื่องบินที่จะรับการเติมน้ำมัน การจ่ายน้ำมัน เป็นต้น ซึ่งระบบนี้เป็นมาตราฐานหลักของกองทัพอากาศสหรัฐ

ข้อดีของระบบนี้คือสามารถถ่ายเชื้อเพลิงเข้าสู่อากาศยานเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วคือประมาณ 1000 แกลลอนต่อนาทีในเครื่อง KC-135 นอกจากความเร็วแล้ว ประโยฃน์อีกอย่างนึงก็คือเครื่องบินไม่จำเป็นต้องบินเข้าใกล้และรักษาระดับและความเร็วให้เท่ากันเป็นเวลานาน ทำให้มีความปลอดภัย แต่ข้อเสียคือระบบมีราคาแพงมากและสามารถเติมเฃื้อเพลิงให้กับอากาศยานได้ทีละลำเท่านั้น


KC-135 Refueling F-15

2. Drogue ระบบนี้จะใช้สายท่อส่งเชื้อเพลิงยื่นออกมาจากปีกของบ. Tanker โดยปลายสายจะสังเกตุได้ง่าย ๆ ก็คือจะมีลักษณะคล้าย ๆ ตระกร้า โดยอากาศยานที่เข้ารับการเติมเชื้อเพลิงนั้นจะต้องใช้ท่อรับเชื้อเพลิงหรือ Probe ติดเข้ากับตัว Drogue ระบบนี้มีข้อดีก็คือสามารถเติมได้ครั้งและหลายลำ (สูงสุดที่เคยเห็นคือ 4 ลำ) และเป็นระบบที่ติดตั้งง่าย โดยสามารถเปลี่ยนเครื่องบินลำเลียงธรรมดาอย่าง C-130 ให้กลายเป็น KC-130 ได้


Il-78 Refueling Mirage-2000; Inidan AF


เครื่องบินขนส่ง

เครื่องบินขนส่งมีภารกิจหลักคือขนส่งสิ่งของและยุทธปัจจัยต่าง ๆ ไปสู่ที่หมาย รวมถึงสามารถใช้ขนอากาศยาน พลร่ม ปืนใหญ่ ฯลฯ ได้ด้วย

เครื่องบินประเภทนี้ที่รู้จักกันดีคือ C-130, C-5, C-17, An-72, An-124, Il-76 เป็นต้น


An-124


เครื่องบินลาดตระเวน

เครื่องบินประเภทนี้ส่วนใหญ่แล้วจะไม่ติดอาวุธป้องกันตัว โดยเครื่องจะทำภารกิจลาดตระเวนหาข่าวเป็นหลัก

เครื่องที่เรารู้จักกันดีก็คือ SR-71 และ U-2 นั้นเอง


SR-71 BlackBird


เครื่องบินสงครามอิเล็กทรอนิค

มีหน้าที่ทำสงครามอิเล็กทรอนิค ซึ่งก็คือการเฝ้าฝังทางอิเล็กทรอนิก การก่อกวนสัญญาณ (Jamming) หรือการตอบโต้การก่อกวนสัญญาณ (ECM) เครื่องบินชนิดนี้ส่วนใหญ่มีราคาแพงมาก และมีความซับซ้อนสูง

ตัวอย่างก็เช่น E-3, EA-6B, EA-18G เป็นต้น


EA-18G Glower


เครื่องบินฝึก

เครื่องบินฝึกมีหน้าที่ฝึกศิษย์การบินเพื่อไปทำการบินกับเครื่องบินแบบต่าง ๆ โดยแบ่งได้คร่าว ๆดังนี้

1. เครื่องบินฝึกขั้นต้น ส่วนใหญ่แล้วเป็นเครื่องบินฝึกใบพัดที่ไม่ซับซ้อน เพื่อฝึกให้กับผู้ที่ไม่เคยบินมาก่อน ตัวอย่างเช่นเครื่อง PC-7 หรือ T-6 เป็นต้น


PC-7 Korean AF

2. เครื่องบินฝึกขั้นปลาย เป็นเครื่องบินที่ใช้ฝึกศิษย์การบินที่จบจากการฝึกขั้นต้นมาแล้ว เครื่องบินแบบนี้จะมีความซับซ้อนมากขึ้น หลาย ๆ รุ่นเลียนแบบห้องนักบินและระบบต่าง ๆ มาจากเครื่องบินรบจริง ๆ เพื่อสร้างความคุ้นเคยให้กับศิษย์การบิน ส่วนใหญ่แล้วเครื่องบินประเภทนี้สามารถปรับเปลี่ยนภารกจิไปทำภารกิจโจมตีเบาได้ด้วย

ตัวอย่างของเครื่องบินแบบนี้เช่น PC-9, PC-21, Super Tucano เป็นต้น


PC-21

3. เครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ หรือ Lead-In Fighter Trainer เป็นเครื่องบินไอพ่นที่ใช้ฝึกศิษย์การบินที่จะไปบินกับเครื่องบินขับไล่ไอพ่นต่าง ๆ เครื่องบินเหล่านี้ทำภารกิจได้ทั้งฝึกและโจมตี ดังนั้นเราจะเห็นเครื่องบินรุ่นนี้ในหลากหลายภารกิจ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ Hawk, MB339, L-15 เป็นต้น


MB339 Italian AF

Multi Role และ Swing Role

เครื่องบินในสมัยก่อนนั้นทำภารกิจได้เพียงอย่างเดียว แต่พอโลกเปลี่ยนไป ทำให้บางภารกจิเครื่องบินที่ทำได้ภารกิจเดียวไม่สามารถตอบสนองต่อเป้าหมายและภัยคุกความได้ เครื่องบินรุ่นต่อมาจึงมีคุณสมบัติ Multi Role คือสามารถทำภารกิจได้หลากหลายทั้งขับไล่ โจมตี ลาดตระเวน กดดันระบบป้องกันภายทางอากาศของข้าศึก และล่าสุด เครื่องบินสมัยใหม่ยังต้อมีคุณสมบัติ Swing Role นั้นคือเครื่องบินสามารถปรับเปลี่ยนภารกิจได้ในระหว่างปฏิบัติการกิจหนึ่ง ๆ นั้นก็คือเครื่องอาจจะเปลี่ยนจากภารกิจจมตีสนับสนุนกองกำลังภาคพื้นดินมาเป็นภารกิรขับไล่ทั้ง ๆ ที่ยังบินอยู่ในภารกิจเดิม

เครื่องบินที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ก็เช่น Eurofighter Typhoon, JAS-39 Gripen, F-22, Rafale เป็นต้น
F-35 Joint Strike Fighter
2007-05-05 15:15:43



F-35 หรือที่รู้จักกันในนาม Joint Strike Fighter นั้นเป็นโครงการทางทหารที่มีมูลค่ามากที่สุดภายในโครงการเดียว โดยคาดหมายให้เป็นเครื่องบินรบอเนกประสงค์ บำรุงรักษาง่าย ราคาถูกแต่ประสิทธิภาพดีเยี่ยม เพื่อขายให้กับประเทศพันธมิตรที่สนใจทั่วโลกได้ใช้งานกันอย่างทั่วถึง โดยคาดการว่าจะมีราคาเครื่องละ 30 - 40 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งนับว่าถูกกว่า F-15 (80-100 ล้านเหรียญ) หรือ F/A-18E/F (70 - 80 ล้านเหรียญ) โดยคาดการกันว่าจะสร้างขายทั่วโลกไม่ต่ำกว่า 4,000 ลำ สำหรับกองทัพสหรัฐนั้นกำหนดความต้องการล่าสุดประมาณ 1,000 ลำ โดยกองทัพเรือจะนำไปปฏิบัติการร่วมกับ F/A-18 E/F กองทัพอากาศจะนำไปทดแทน F-16 และ A-10 และจับคู่กับ F-22 ในการรบ (คล้าย ๆ F-15 จับคู่กับ F-16) นาวิโยธินสหรัฐจะนำไปทดแทน AV-8B และ F/A-18 C/D ทางด้านกองทัพต่างประเทศนั้น อังกฤษซึ่งมี BAE System เป็นคู่สัญญาพัฒนาร่วมหลักนั้นต้องการนำไปประจำการ Sea Harrier กับ Harrier GR.7 ส่วนในประเทศอื่น ๆ นั้น อิสราเอล ออกเตรเลีย ตุรกี ก็มีความสนใจอย่างสูงต่างเครื่องรุ่นนี้เช่นกัน



สำหรับคู่สัญญาต่างประเทศของ JSF นี่ก็มีอังกฤษ (จ่าย 2พันล้านเหรียญ) อิตาลี (จ่าย 1พันล้านเหรียญ) เนเธอร์แลนด์ (จ่าน 800 ล้านเหรียญ) ตุรกี (จ่าย 175 ล้านเหรียญ) แคนนาดา (จ่าย 150 ล้านเหรียญ) ออสเตรเลีย (จ่าย 150 ล้านเหรียญ) เด็นมาร์ค (จ่าย 125 ล้านเหรียญ) และนอร์เวย์ (จ่าย 125 ล้านเหรียญ) และยังมีผู้เข้าร่วมแบบผู้สังเกตการณ์อีกคืออิสราเอลและสิงคโปร์ ซึ่งไทยก็เคยถูกเชิญจากออสเตรเลียให้เข้าร่วมสังเกตุการณ์เช่นกัน แต่ข่าวเงียบไป คาดว่าเราคงไม่เข้าร่วม เพราะราคาการเข้าสังเกตการณ์แพงมาก ขนาดซื้อ F-16 มือหนึ่งชั้นดีได้หลายเครื่องทีเดียว



F-35 นั้นถูกแบ่งออกเป็น 3 รุ่นคือ A หรือ Conventional Take Off & Landing (CTOL) เป็นรุ่นที่ใช้งานบนบกให้กองทัพอากาศ รุ่น B หรือ Short Take Off/Vertical Landing (STOVL) เป็นรุ่นขึ้นลงทางดิ่งให้นาวิกโยธิน ใช้บนเรือบรรทุกเครื่องบินแบบเรือจักรี และรุ่น C หรือ Carrier Variant (CV) ใช้บนเรือบรรทุกเครื่องบินแบบเรือ Nimitz โดยกองทัพเรือ



สำหรับระบบอาวุธนั้นสามารถใช้อาวุธที่ทันสมัยได้ทุกรุ่นของสหรัฐ ทั้งอากาศสู่อากาศและอากาศสู่พื้น และเพื่อคงความสามารถของการตรวจจับได้ยาก อาวุธจะถูกเก็บในช่องเก็บอาวุธ แต่ก็สามารถติดตั้งใต้ปีกได้เช่นกันในภารกิจที่ไม่ต้องการการตรวจจับได้ยากหรือต้องการขนอาวุธไปได้เยอะ ๆ



เนื่องจาก F-35 นั้นกว่าจะเข้าประจำการก็ต้องรอจนถึงปี 2008 จึงยังไม่ค่อยมีข้อมูลด้านเทคนิคมากนัก ทำให้ผมยังไม่ค่อยมีอะไรเขียนซักเท่าไหร่

มาลองดูความเป็นไปได้ว่าเจ้า JSF จะได้ติดธงไทยกันบ้างดีกว่าครับ ความจริงทอ.เล็งเอาไว้แล้วว่าในอนาคตเจ้า JSF นี่แหละคือเจ้าสาวที่หมายปองตัวจริง ซึ่งในขณะนั้นเศรษฐกิจก็น่าจะดีพอที่จะซื้อได้ แต่ยังติดอยู่ตรงที่ว่าการผลิตของเจ้า JSF นั้นจะทำให้ประเทศที่เข้าร่วมโครงการก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งกว่าจะผลิตได้ครบก็คงหลายปี ในเอเชียเราเจ้าแรกที่จะได้เลยนอกจากออสเตรเลียแล้วก็คือสิงคโปร์ ฉะนั้นเราก็คงต้องรอไปซัก 10 - 15 ปีก่อนล่ะครับค่อยมาว่ากันใหม่

แต่ที่น่าสนใจก็คือเจ้า F-35B นี่สิครับ มันสามารถขึ้นจากเรืออย่างเรือจักรีได้ ซึ่งเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเป็นที่สุดสำหรับทดแทน AV-8S Matador ของเรา ไม่รู้ว่าทร.สนใจบ้างหรือเปล่า เพราะถ้าเรามี F-35 อยู่บนเรือจักรีด้วยแล้วจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการโจมตีจากเครื่องบินของข้าศึกได้อย่างมากทีเดียว และอาจจะสร้างความหวาดหวั่นให้กับเรือรบของข้าศึกได้ด้วย เพราะการโจมตีเรือด้วยเครื่องบินนั้นเป็นการโจมตีที่มีประสิทธิภาพสูงและปลอดภัยมาก แต่การป้องกันทำได้ลำบาก ถ้าเรามีความสามารถในการโจมตีนี้กองเรือเราก็ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงเข้าไปใกล้กองเรือข้าศึกแต่อย่างใด ในทางกลับกันถ้าเรามีเครื่องบินขับไล่ไว้เป็นเรือบรรทุกเครื่องบินแล้วก็จะสามารถป้องกันการโจมตีลักษณะนี้ได้เป็นอย่างดีทีเดียว

 
F-35 Lightening II "ขึ้นบินครั้งแรก"; F-35 First Flight
2007-05-05 15:06:28


หลังจากการพัฒนามายาวนาน ปัญหาการดีเลย์ ปัญหาการถ่ายทอดเทคโนโลยี ปัญหาการพัฒนาตัวอากาศยานจนต้องทำให้มีการ redesign มาวันนี้ 15 ธันวาคม 49 F-35 เครื่องแรกจากสายการผลิตในรุ่น pre-production ที่ชื่อว่า AA-1 ก็ได้ฤกษ์ขึ้นบินครั้งแรกที่ Fort Worth ใน Taxas แล้วครับ



F-35 เครื่อง AA-1 นี้เป็นเครื่องแรกในสายการผลิตครับ (ดังที่ผมเคยโพสข่าวไปแล้ว) เครื่องถูกประกอบในโรงงานของ LockHeed Martin ที่ Fort Worth รัฐ Taxas และทำพิธีตั้งชื่อว่า Lightening II ไปเมื่อไม่นานมานี้ โดยมีการเปลี่ยนแปลงในหลาย ๆ ส่วนเมื่อเปรียบเทียบ AA-1 กับ X-35 เครื่องเดิมที่ชนะในโครงการ JSF เนื่องจากต้องการแก้ปัญหาทางเทคนิคและเพิ่มประสิทธิภาพ

วันนี้มีสักขีพยานหลายร้อยคนมาชุมนุมกันเพื่อชมการขึ้นบินครั้งแรกของเครื่องบินที่สหรัฐและอีก 8 ประเทศทั่วโลกร่วมมือกันพัฒนา ซึ่งมันจะเป็นกำลังรบหลักของสหรัฐและพันธมิตรไปอีกอย่างน้อย 40 ปี ซึ่งผู้ที่ได้รับเกียรติให้บิน F-35 ครั้งแรกคือ Jon Beesley นักบินทดสอบผู้ซึ่งบินทดสอบ F-117 Night Hawk ในโครงการลับสุดยอดของสหรัฐเป็นคนแรก

ปัจจุบัน Jon Beesley เป็นปู่ของหลาน ๆ 10 คน และเป็นหัวหน้านักบินทดสอบของ LockHeed Martin



ก่อนการขึ้นบินในวันนี้ เครื่องยนต์ของ F-35 คือ Pratt & Whitney F135 ได้รับการทดสอบจนแน่ใจว่าทุกอย่างพร้อมสมบูรณ์สำหรับการขึ้นบิน และตามมาด้วยการทดสอบการ Taxi ที่ความเร็วต่ำ ความเร็วปานกลาง และความเร็วสูงที่ความเร็ว 80 และ 110 น็อตบนพื้นดิน



วันนี้ F-35 เครื่อง AA-1 ขึ้นบินทั้งหมด 35 นาที ต่ำกว่าที่ประมาณการไว้คือ 1 ชั่วโมง เครื่องถูกจำกัดการบินอยู่ที่ 350 น็อต และภารกรรมบรรทุก (G Force) ที่ 4 g รวมถึงมีการทดสอบระบบ Software และหมวกติดจอภาพด้วย



ประเทศในโครงการ JSF นั้นได้เซ็น MoU ในการพัฒนาและผลิต (production, sustainment and follow-on development (PSFD)) ไปแล้ว คือ ออสเตรเลีย แคนนาดา เนเธอแลนด์ สหราชอาณาจักร ตุรกี และนอร์เวย์กำลังอยุ่ในขั้นสุดท้ายของการพิจารณา

นอกจาก AA-1 แล้ว การประกอบตัวถังของเครื่อง BF-1 หรือเครื่อง F-35B รุ่นทดสอบ ณ โรงงานของ Northrop Grumman จะเสร็จสมบูรณ์ในวันจันทร์นี้ และจะขึ้นบินได้เป็นครั้งแรกในไตรมาสที่สองของปี 2008

ซึ่งในวันจันทร์ก็เป็นวันเดียวกับการเริ่มต้นประกอบตัวถังของ CF-1 หรือ F-35C รุ่นทดสอบด้วย


--------------------------------------------------------------------------------


โครงการ JSF เปิดเผยหมวกนักบินรุ่นล่าสุดที่จะใช้กับ F-35
2007-05-05 14:59:01


เราไม่ได้กำลังดู Starwar แต่นี่คือหมวกนักบินรุ่นล่าสุดและทันสมัยที่สุดของโลก

บริษัท Vision Systems International หรือ VSI ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง Elbit System ประเทศอิสราเอล กับ Rockwell Collins ประเทศสหรัฐเปิดเผยหมวกนักบินรุ่นล่าสุดที่จะใช้กับ F-35 แล้วครับ

เนื่องจาก F-35 นั้นตั้งใจที่จะไม่ใส่จอ HUD (Head-Up Display หรือจอใส ๆ ที่มีเส้นสีเขียว ๆ ) เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องบินขับไล่เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ทศวรรศ จึงย้ายการเสดงผลที่ทุกวันนี้กระทำบนจอ HUD ไปไว้ในหมวกนี่เอง โดยหมวกจะทำหน้าที่เป็น Virtual HUD โดยสามารถแสดงผลทั้งในโหมดกลางวันและกลางคืน อีกทั้งยังแสดงผลได้ 360 องศารอบทิศทาง ไม่ว่านักบินจะมองไปทางไหนก็ตาม ซึ่งการที่จะทำได้อย่างนี้จะเป็นต้องมีเซ็นเซอร์ที่ซับซ้อนคอยตรวจสอบว่าศีรษะของนักบินเคลื่อนที่ไปทางไหน

นอกจากนั้นหมวกยังสามารถแสดงภาพที่ได้จากเซ็นเซอร์อินฟราเรดและยังใช้ระบุและล็อกเป้าหมายได้อีกด้วย

Credit :

http://thaitechnical.igetweb.com/index.php?mo=10&art=129824

http://guru.sanook.com/encyclopedia/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3/




MusicPlaylistView Profile
Create a playlist at MixPod.com